กอดมหัศจรรย์แห่งสัมผัส
กอดมหัศจรรย์แห่งสัมผัส
(Health Plus)
คุณรู้ไหมการกอดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยผู้ป่วยโรคต่างๆ ให้หายได้
การกอดนำมาซึ่งความสุข ความรัก
และช่วยผ่อนคลายความเครียดดีต่อสุขภาพ ด้วย
ในยามที่รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือแม้แต่หวาดกลัว
แค่สัมผัสอันอ่อนโยนจากคนที่รักเราและปรารถนาดีต่อเรา
ก็กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล สัมผัสและอ้อมกอดที่อบอุ่นนี้
สามารถทำให้คนคนหนึ่งสามารถลุกขึ้นมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง
ลองมองดูที่ตัวเรา ในยามที่เรารู้สึกแย่ ๆ
คุณเคยโหยหาอ้อมกอดจากใครสักคนที่คุณรักหรือไม่ แล้วยามที่คุณอยู่ในอ้อมกอด
คุณรู้สึกอย่างไร…นั่นละ พลังแห่งการกอดที่ให้มากกว่าความอบอุ่น
กอด
เป็นการสัมผัสรูปแบบหนึ่งที่มีความพิเศษ จนมีผู้กล่าวว่า การกอดไม่เพียงแต่เป็นสัมผัสที่ดี
แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ซึ่งมีทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนแนวคิดนี้มากมาย
ว่าการกระตุ้นโดยการสัมผัส เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสรีระร่างกายและจิตใจ
การบำบัดด้วยการกอด
เรารู้ว่าการกอดเป็นสัมผัสที่ดี แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า
สามารถใช้เป็นวิธีการเยียวยาผู้ป่วยได้
โดยมีการนำการสัมผัสด้วยการกอดมาใช้ในหน่วยงานทางการแพทย์ใหญ่ ๆ ในต่างประเทศหลายแห่ง
กว่า 20 ปีมาแล้ว
และยังมีศูนย์ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการสัมผัสอีกด้วย
วิธีนี้คือการใช้สัมผัสถ่ายทอดกำลังใจ ความรัก ความอบอุ่น
ความห่วงใยไปสู่ผู้ป่วยประกอบกับการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพ
ช่วยให้ผู้ช่วยหายเร็วขึ้นและมีกำลังใจสูงขึ้นอีกด้วย
Dolores Krieger R.N. Ph.D. ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการบำบัดด้วยการสัมผัสแห่ง
New York University กล่าวว่าบุคคล ที่ได้รับการกอด
หรือกอดผู้อื่น จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน
ทำให้การลำเลียงของออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ
ให้ทำงานได้อย่างทั่วถึงทำให้สดชื่น มีชีวิตชีวา ส่วน
ประเทศแถบเอเชียอย่างอินเดีย ที่ศูนย์ Delhi Sanjivini ศูนย์รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตใจที่มีชื่อเสียงของอินเดีย
ได้ใช้วิธีการรักษาผู้ป่วยจิตเภทด้วยการกอด โดยจัดหาอาสาสมัครที่จะมาบำบัดผู้ป่วยที่เป็นเพศเดียวกันกับผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยจิตเภทจะมีลักษณะของการถดถอย
จึงนำวิธีการรักษาที่เป็นธรรมชาติมาใช้ เช่น ถ้าเด็ก 2 ขวบร้องไห้
ก็นำเด็กมานั่งตัก แล้วโอบกอดไว้ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ง่าย ๆ
ไม่ต้องอาศัยหลักการใด ๆ ให้ยุ่งยาก
เวอร์จิเนีย ซาเทียร์ นักบำบัดจิตวิทยาครอบครัวกล่าวว่า
คนเราต้องการการกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต
คนเราต้องการการกอดวันละ 8 ครั้ง เพื่อการดำเนินชีวิต
และคนเราต้องการกอดวันละ 12 ครั้ง
เพื่อการเจริญเติบโตอีกด้วย
กอด...มหัศจรรย์แห่งสัมผัส
กอด...มหัศจรรย์แห่งสัมผัส


กอด...มหัศจรรย์แห่งสัมผัส (Health Plus)
ในยามที่รู้สึกเหงา
โดดเดี่ยว ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือแม้แต่หวาดกลัว
แค่สัมผัสอันอ่อนโยนจากคนที่รักเราและปรารถนาดีต่อเรา
ก็กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล สัมผัสและอ้อมกอดที่อบอุ่นนี้
สามารถทำให้คนคนหนึ่งสามารถลุกขึ้นมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง ลองมองดูที่ตัวเรา
ในยามที่เรารู้สึกแย่ ๆ คุณเคยโหยหาอ้อมกอดจากใครสักคนที่คุณรักหรือไม่
แล้วยามที่คุณอยู่ในอ้อมกอด คุณรู้สึกอย่างไร...นั่นละ
พลังแห่งการกอดที่ให้มากกว่าความอบอุ่น
กอด
เป็นการสัมผัสรูปแบบหนึ่งที่มีความพิเศษ จนมีผู้กล่าวว่า การกอดไม่เพียงแต่เป็นสัมผัสที่ดี
แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ซึ่งมีทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนแนวคิดนี้มากมาย
ว่าการกระตุ้นโดยการสัมผัส เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสรีระร่างกายและจิตใจ
การบำบัดด้วยการกอด
เรารู้ว่าการกอดเป็นสัมผัสที่ดี
แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า สามารถใช้เป็นวิธีการเยียวยาผู้ป่วยได้
โดยมีการนำการสัมผัสด้วยการกอดมาใช้ในหน่วยงานทางการแพทย์ใหญ่ ๆ
ในต่างประเทศหลายแห่ง กว่า 20 ปีมาแล้ว
และยังมีศูนย์ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการสัมผัสอีกด้วย
วิธีนี้คือการใช้สัมผัสถ่ายทอดกำลังใจ ความรัก ความอบอุ่น
ความห่วงใยไปสู่ผู้ป่วยประกอบกับการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ช่วยหายเร็วขึ้นและมีกำลังใจสูงขึ้นอีกด้วย
Dolores Krieger R.N.
Ph.D. ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการบำบัดด้วยการสัมผัสแห่ง New York
University กล่าวว่า บุคคลที่ได้รับการกอด หรือกอดผู้อื่น
จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน ทำให้การลำเลียงของออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่าง
ๆ ให้ทำงานได้อย่างทั่วถึงทำให้สดชื่น มีชีวิตชีวา ส่วนประเทศแถบเอเชียอย่างอินเดีย
ที่ศูนย์ Delhi
Sanjivini ศูนย์รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตใจที่มีชื่อเสียงของอินเดีย
ได้ใช้วิธีการรักษาผู้ป่วยจิตเภทด้วยการกอด โดยจัดหาอาสาสมัครที่จะมาบำบัดผู้ป่วยที่เป็นเพศเดียวกันกับผู้ป่วย
เนื่องจากผู้ป่วยจิตเภทจะมีลักษณะของการถดถอย
จึงนำวิธีการรักษาที่เป็นธรรมชาติมาใช้ เช่น ถ้าเด็ก 2 ขวบร้องไห้
ก็นำเด็กมานั่งตัก แล้วโอบกอดไว้ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ง่าย ๆ
ไม่ต้องอาศัยหลักการใด ๆ ให้ยุ่งยาก
เวอร์จิเนีย
ซาเทียร์ นักบำบัดจิตวิทยาครอบครัวกล่าวว่า คนเราต้องการการกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต คนเราต้องการการกอดวันละ 8 ครั้ง
เพื่อการดำเนินชีวิต และคนเราต้องการกอดวันละ 12 ครั้ง
เพื่อการเจริญเติบโต
กอดเพื่อสุขภาพ
อาการเจ็บป่วยต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งความเครียดและความกังวลในผู้ป่วย
และความเครียดเองก็สามารถนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงของโรคสารพัด
เพราะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดน้อยลง
ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความดันในเลือดสูงขึ้น การกอด
จะช่วยให้ระบบภูมิต้านทานในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นได้ สุขภาพจะดีขึ้น
ช่วยรักษาภาวะซึมเศร้า ลดความตึงเครียด ทำให้มีชีวิตชีวา
เป็นยาที่วิเศษที่ไม่มีผลข้างเคียง แต่ต้องเป็นกอดที่ออกมาจากใจ
ทำด้วยความรักและเมตตาจริง ๆ จึงจะเป็นความอ่อนโยน ที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีพิษภัย
มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่า
กอดวันละครั้ง ทำให้ห่างไกลจากการพบแพทย์ (A Hug a Day Keeps The Doctor
Away) ซึ่งมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันคำกล่าวนี้มากมาย
ดังนี้
ผลวิจัยทางคลินิกจากสถาบัน The Touch Research Institute ณ มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แห่งไมอามี สหรัฐอเมริกา (University of
Miami School of Medicine) ได้ค้นพบว่า "สัมผัสบำบัด" หรือ Touch Therapy มีผลในการลดระดับความกังวลใจช่วยลดระดับฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียด
ลดอาการซึมเศร้า ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้ทุเลาลงได้
โดยทดลองใช้วิธีกอดในผู้ป่วยสูงอายุ พบว่า เมื่อใช้การกอดบำบัด ทำให้ผู้สูงอายุ
มีภาวะสุขภาพที่ดีขึ้น มีความกระตือรือร้น มีความต้องการที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป
มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดซึมเศร้า
มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเวอร์จิเนีย
และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวิสคอนซินระบุว่า
กอดและสัมผัสช่วยทำให้สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตื่นตัวมีความเยือกเย็นลง
นักประสาทวิทยาได้ให้สตรีที่สมรสแล้ว 16 คน
มาอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเครียด แล้วให้อาสาสมัครชายที่มีความเป็นเพื่อนเข้ามาจับมือสตรีเหล่านั้น
ผลสแกนพบว่าส่วนของสมองที่ตอบสนองต่อกิจกรรมอันตรายนั้นลดน้อยลง
และได้ผลมากขึ้นไปอีกเมื่อผู้ที่ยื่นมือให้จับเป็นคู่สมรสของสตรีเหล่านี้เอง
ทั้งนี้เนื่องจากการที่จิตใจผ่อนคลายลงอาจเป็นเพราะมีใครบางคนอยู่ที่นั่นคอยช่วยเหลืออยู่
ส่วนการสัมผัสในรูปแบบอื่น เช่น การกอด, โอบไหล่
ก็ยังอาจช่วยลดความกระวนกระวาย และลดปริมาณฮอร์โมนความเครียดที่สมองผลิตลงได้
คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแคโรไลนาเหนือของสหรัฐฯ
ได้ศึกษาพบอานุภาพของการโอบกอดของคู่สามี-ภรรยา 38 คู่ พบว่า การกอดช่วยให้ระดับของฮอร์โมนออกซิโตซิน (oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรักความผูกพันเพิ่มขึ้น
และความดันโลหิตลดต่ำลงได้ เป็นเหตุให้โอกาสของการเป็นโรคหัวใจลดน้อยลงไปด้วย
โดยเฉพาะส่งผลอย่างยิ่งกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ขณะเดียวกันยังปรากฏว่า
ผู้หญิงทุกคนยังพลอยมีระดับออร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด
ลดต่ำลงด้วย
ศ.เซลดอน โทบ
หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา ได้ศึกษาชายและหญิงจำนวน 216
คน เป็นเวลา 1 ปี
ซึ่งแต่ละคนล้วนเคร่งเครียดในงานที่ทำ แต่เมื่อกลับบ้านและได้รับสัมผัสที่ดี
และการโอบกอดจากคู่สมรสหรือสมาชิกในครอบครัว พบว่าระดับความดันโลหิตที่สูงขึ้นจากความเครียดลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่คนที่อยู่เพียงลำพัง ระดับความดันโลหิตกลับไม่ลดลง
งานวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจในอังกฤษก่อนหน้านี้
พบความสัมพันธ์ระหว่างเอนไซม์ความเครียด ที่สามารถลดประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ
โดยพวกเขาได้ศึกษาเอนไซม์ในเซลล์ไขมัน ที่ชื่อว่า "11 เอชเอสดี
1" ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับฮอร์โมนความเครียด
"คอร์ติซอล" และจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง
แสดงให้เห็นว่ายิ่งระดับเอนไซม์ตัวนี้สูงเท่าไร
ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
พลังแห่งกอด
การกอดไม่เพียงแต่ส่งผลต่ออารมณ์เท่านั้น
แต่การกอดมีประโยชน์อีกมากมายอย่างที่คุณไม่เคยคิดถึงมาก่อน
1.ทำให้เรารู้สึกดีต่อตนเอง
และสิ่งแวดล้อมคลายความรู้สึกหายเหงา เอาชนะความกลัวได้เป็นประตูเป็นไปสู่ความสึกอื่น
ๆ สร้างความภาคภูมิใจ เป็นการช่วยคนที่ไม่มีใครสนใจ ลดความตึงเครียด
และช่วยให้ต่อสู้กับอาการนอนไม่หลับ
2.ลดความเจ็บปวดในผู้ป่วย ทั้งที่มีอาการเรื้อรังและไม่เรื้อรัง
การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน
และช่วยให้ร่างกายส่งเลือดมาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณที่บาดเจ็บเพิ่มขึ้น
ซึ่งช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด มีการศึกษาวิจัยโดย Daved Bresler แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียลอสเองเจลลิส ยืนยันว่า
จากการทดลองให้ผู้ป่วยหญิงทีทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดก่อนคลอด
ได้รับการกอดโดยสามีบ่อย ๆ พบว่า ความเจ็บปวดลดลง
3.ลดความรู้สึกในทางลบ
เช่น หวาดกลัว กังวล โกรธเกรี้ยว ไม่สบายใจ
อันเป็นผลมาจากความป่วยไข้ไม่สบายกาย ในบางรายที่เป็นโรคร้ายชนิดรุนแรง เช่น
มะเร็ง เอดส์ นั้น ผู้ป่วยต้องเรียนรู้ว่า เมื่อมีโรคร้ายอยู่ในตัว
ชีวิตหลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องกอดผู้ป่วยเพื่อประคองภาวะอารมณ์ ลดความรู้สึกในทางลบ
ไม่ท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนั้น
4.ช่วยการพัฒนาการในเด็กพิการหรือเด็กออทิสติก ทำให้เกิดผลด้านบวกของการพัฒนา IQ และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระ
การสัมผัสช่วยให้เด็กคลอดก่อนกำหนดได้รับการชดเชยเหมือนอยู่ในตู้อบ
ทำให้เด็กเติบโตและมีทักษะในการดำเนินชีวิต
5.ช่วยให้คนที่ขาดการกอด
หรือการสัมผัสมีอาการดีขึ้น เพราะการกอดหรือการสัมผัส
นั้นจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต คนที่ขาดการกอด (หรือการสัมผัส)
จะมีความเสี่ยงต่อความปวดร้าวรุนแรงในจิตใจ เมื่อเกิดความผิดหวังบางอย่างในชีวิต
"การกอดด้วยความรัก ความรู้สึกที่เป็นบวก
จะได้ผลในเชิงการบำบัดเยียวยา"
http://www.cityvariety.com/citycontent/health/
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น